ทำไมทุกคนถึงพูดถึง Cardano หรือ ADA?

ในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลายท่านอาจจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับอีกหนึ่งเหรียญที่น่าจับตามองว่าเป็นคู่แข่งของ Ethereum อย่าง Cardano หรือ ADA ซึ่งตอนนี้ Cardano ได้ทำการอัพเกรด Alonzo ผ่านการ hard fork บนเครือข่ายหลักเพื่อทำให้สามารถประมวลผล Smart contract ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในบทความนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับเหรียญนี้กันค่ะ !

Cardano (ADA) คืออะไร?

ในความเป็นจริงแล้ว Cardano เป็นหนึ่งใน Blockchain และ ADA เป็นสกุลเงินดิจิทัลหรือเหรียญประจำเครือข่ายที่ขับเคลื่อน Blockchain นี้ ADA ใช้ในการจ่ายค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมต่างบน Cardano เช่นเดียวกับ ETH ซึ่งเป็นเหรียญที่ใช้จ่ายค่าธรรมเนียมบน Ethereum โดยชื่อเหรียญ ADA นั้น ย่อมาจากชื่อของ Ada Lovelace ผู้ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องให้เป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก ดังนั้นหากมีคนบอกคุณว่าพวกเข้ากำลังลงทุนใน Cardano นั่นก็แปลว่าพวกเขาได้ลงทุนในเหรียญ ADA

Cardano ได้ถูกพัฒนาขึ้นในปี 2015 และเปิดตัวหลังจากนั้นสองปีในเดือนกันยายน 2017 โดย Charles Hoskinson ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ร่วมกับ Vitalik Buterin แต่หลังจากมีความขัดแย้งกันภายใน Hoskinson จึงได้ลาออกและเข้าร่วมก่อตั้งบริษัทวิศวกรรม Blockchain ชื่อ IOHK (Input Output Hongkong) โดยตั้งใจที่จะสร้าง Blockchain ที่ล้ำกว่า Ethereum และสามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ในขณะเดียวกันก็สามารถปกป้องข้อมูลผู้ใช้งานที่ใช้ Decentralized application (dApp) ด้วย Smart contract อีกทั้ง Cardano ยังเป็นเครือข่าย Blockchain แบบ Open-Source ที่อนุญาตให้ผู้คนสามารถนำไปพัฒนาต่อได้อีกด้วย

โดย Cardano นั้นค่อนข้างต่างจาก Cryptocurrency อื่นๆตรงที่ทีมงานได้สร้าง Blockchain นี้ขึ้นผ่านการทำ peer-reviewed ซึ่งเป็นการให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกได้อ่านรายงาน ร่วมกันลงความเห็น ปรับปรุง และเห็นพ้องต้องกันในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างจากสกุลเงินอื่นๆโดยสิ้นเชิง

Cardano ถือเป็น Blockchain 3.0

Cardano เรียกเครือข่ายของตนเองว่าเป็น Blockchain 3.0 ซึ่งมี Bitcoin เป็น Blockchain 1.0 โปรโตคอลรุ่นแรก และ Ethereum เป็น Blockchain 2.0 โดยทาง Cardano ได้นำเอาจุดอ่อนของทั้งสองรุ่นก่อนหน้า อย่างความล่าช้า ค่าธรรมเนียมแพง และการใช้พลังงานสูง มาปรับปรุงให้ดีขึ้น อีกทั้งให้ความสำคัญในการขยายเครือข่ายเพื่อรองรับจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดย Cardano นั้นมีการปรับปรุงพัฒนาทั้งหมด 3 ด้าน ดังนี้

  • Scalability ซึ่งคือการเพิ่มความสามารถในขยายเครือข่าย เพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมได้มากกว่าเดิม
  • Interoperability คือการเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อกับ Blockchain อื่นๆได้ ทำให้สามารถทำธุรกรรมข้าม Blockchain ได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็น Internet of Blockchain 
  • Sustainability ด้วยความที่เป็น Open-source ทำให้สามารถปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาให้ดีขึ้นได้เรื่อยๆ และ Cardano สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง

แนวคิดและหลักการเบื้องหลังที่ Cardano ใช้ในการยืนยันการทำธุรกรรมก็คือระบบ Proof-of-Stake (PoS) ซึ่งต่างจากระบบที่ใช้ใน Bitcoin และ Ethereum อย่าง Proof-of-Work (PoW) ซึ่ง PoS นั้นระบุว่าบุคคลผู้ตรวจสอบ (Validator) สามารถยืนยันและตรวจสอบธุรกรรมในบล็อกได้โดยการสุ่มและขึ้นอยู่กับจำนวนเหรียญที่เขาเหล่านั้นถืออยู่ ซึ่งหมายความว่ายิ่งเป็นเจ้าของเหรียญมากเท่าไร ก็จะมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถขุดและตรวจสอบได้มากขึ้นเท่านั้น โดยจะใช้พลังงานที่น้อยลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ PoW แบบเก่านั้นจะต้องให้นักขุด (Miner) แข่งขันกันเพื่อแลกสิทธิ์ในการเป็นผู้ตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม ซึ่งใช้เวลาและพลังงานที่สูงมาก

สำหรับอัลกอรึธึมนั้น Cardano ใช้โปรโตคอล OUROBOROS ที่สร้างจากระบบ PoS เพื่อให้แน่ใจว่าการทำธุรกรรมมีความเร็วสูงและมีความยุติธรรม โดยโปรโตคอลนี้มีคุณสมบัติขั้นสูง เช่น การแยกชั้น ความปลอดภัยทางคณิตศาสตร์ในการเลือกผู้ตรวจสอบความถูกต้องของ Blockchain และกลไกการลงคะแนนที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานเครือข่าย

Roadmap ของ Cardano

แผนดำเนินการ (Roadmap) ที่ Cardano วางแผนไว้ จะแบ่งออกได้เป็น 5 ยุค ซึ่งจะถูกดำเนินการไปตามลำดับ และเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการวิจัย การสร้างต้นแบบ (Prototype) และการพัฒนาต่างๆ โดยจะมีการนำเสนอบนเว็บไซต์ เพื่อให้ทราบถึงภาพรวมของเป้าหมายของยุคนั้นๆ และการอัพเดทสถานะต่างๆ รวมไปถึงงานวิจัยทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง

โดย 5 ยุคหลักที่ถูกวางไว้ ได้แก่

  • Byron (ยุควางรากฐาน)

ยุคบุกเบิกของ Cardano เริ่มต้นในปี 2015 โดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดการพัฒนาและปรับปรุง 3 สิ่งหลักๆของ Blockchain อย่าง Scalability, Interoperability, และ Sustainability โดยในยุค Byron เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวางโครงสร้างพื้นฐานต่างๆให้กับเครือข่าย พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญครั้งแรก และการสร้าง Cardano ให้เติบโต โดยสามารถซื้อขายเหรียญ ADA ได้และทำให้เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลชั้นนำของโลก

  • Shelley (ยุค Decentralization)

การเปลี่ยนจาก Byron มาเป็น Shelley นั้นได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีความราบรื่น ความเสี่ยงต่ำ และไม่มีการหยุดชะงักของการบริการ มีจุดประสงค์เพื่อเป็น Decentralized โดย Node ต่างๆจะถูกเปลี่ยนไปดำเนินการโดยผู้ใช้งานเครือข่าย ปลอดภัยและทนทานมากขึ้น ยุคของ Shelley นั้นจะเป็นช่วงเวลาของการเติบโตและพัฒนา ทำให้เครือข่ายมีประโยชน์คุ้มค่าและมีคุณค่ามากขึ้นสำหรับผู้ใช้งานเครือข่าย

  • Goguen (ยุค Smart Contract)

เป็นยุคปัจจุบันของ Cardano และเป็นก้าวสำคัญ โดยได้เพิ่มการนำระบบ Smart Contract เข้ามาใช้ เป็นการเปิดประตูสู่เทคโนโลยีใหม่ๆ ยุค Goguen แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาความสามารถของ Cardano ซึ่งเป็นการเปิดทางสู่การพัฒนา dApp และ Smart Contract ที่จะสามารถใช้งานได้ในโลกความเป็นจริง

  • Basho (ยุคการ Scaling)

เป็นยุคแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับปรุงความสามารถในการขยายและการทำงานร่วมกันของเครือข่าย เพื่อนำไปใช้สำหรับปริมาณธุรกรรมที่มากขึ้น โดยจะมีการเปิดตัว Sidechain ซึ่งเป็น Blockchain รอง หรือ Layer2 ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับ Cardano ที่เป็น Blockchain หลักได้ โดยมีศักยภาพในการขยายขีดความสามารถของเครือข่าย ซึ่งในยุคนี้ Cardano ตั้งใจที่กลายเป็น Blockchain ที่มีประสิทธิภาพสูงและยืดหยุ่นที่สุดในอุตสาหกรรม ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายนั้นยั่งยืนและปลอดภัย

  • Voltaire (ยุคการพึ่งพาตนเอง)

ยุคสุดท้ายของ Cardano ที่จะจัดเตรียมชิ้นส่วนสุดท้ายเพื่อให้ Cardano นั้นกลายเป็นระบบที่พึ่งพาตนเองได้ โดยการใช้ระบบการลงคะแนนโหวต ผู้ใช้งานเครือข่ายสามารถใช้สัดส่วนการถือครองเหรียญและสิทธิในการออกเสียงเพื่อกำหนดและพัฒนาอนาคตของเครือข่ายได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาผู้พัฒนาอีกต่อไป และจะมีการเพิ่มระบบคลังเพื่อเป็นเงินทุนในการพัฒนาเครือข่ายในอนาคตต่อไป

จุดแข็งและจุดอ่อนของ Cardano (ADA)

จุดแข็งของ Cardano

  • มีทีมพัฒนาที่ยอดเยี่ยม และใช้ Peer-reviewed ในการตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยของระบบ
  • มีศักยภาพในการรองรับปริมาณธุรกรรมต่อวินาทีที่มากกว่า Bitcoin
  • การทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วและราคาถูกลงด้วยเหรียญ ADA
  • Open-Source platform ซึ่ง Developer สามารถพัฒนาแก้ไขได้เองซึ่งทำให้สร้าง dApps บน Cardano ได้

จุดอ่อนของ Cardano

  • ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนาและกำลังพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังอยู่ในยุคที่ 3 จาก 5 ยุคที่วาง Roadmap ไว้ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาสำหรับผู้ที่ต้องการทำ Initial Coin Offerings (ICOs) บน Cardano ทำให้อาจจะยังไม่มีโปรเจคที่สามารถเริ่มต้นได้ในตอนนี้
  • ปัญหาการเชื่อมต่อกับ Wallet และ dApps ต่างๆ เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ทำให้การใช้งานจริงยังมีปริมาณที่ไม่เยอะมาก

Cardano (ADA) สามารถนำไปใช้อะไรได้บ้าง?

Cardano นั้นมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรม Cryptocurrency ในฐานะ Blockchain 3.0 มีการวางแผนที่จะนำไปใช้ได้จริงและพัฒนาทำให้ทุกอย่างเป็นดิจิทัล โดยล่าสุดเมื่อช่วงต้นปี ทีมงานของ Cardano ได้มีการประกาศร่วมมือพัฒนาการศึกษาให้เป็นระบบดิจิทัลกับกระทรวงศึกษาของประเทศเอธิโอเปีย โดยทีมงานกำลังสร้างระบบยืนยันตัวตนพลเมืองแห่งชาติที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain นำเทคโนโลยีมาช่วยปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศเอธิโอเปีย ระบบอนุญาตให้ตรวจสอบผลการปฏิบัติงานของโรงเรียนจากระยะไกล สามารถทำการตรวจสอบผลการศึกษาทางดิจิทัล รวมทั้งช่วยวางแผนบทเรียนและติดตามผลได้ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ได้ถูกขนานนามให้ Cardano การนำ Blockchain ไปใช้งานจริงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประเทศขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัล มากไปกว่านั้นทาง Cardano วางแผนที่จะขยายโปรเจคดังกล่าวไปยังประเทศอื่นๆในทวีปแอฟริกาอีกด้วย

นอกจากโปรเจคกับทางประเทศเอธิโอเปีย ยังมีความเป็นไปได้อีกมากมายที่จะใช้เทคโนโลยี Blockchain ของ Cardano เพื่อช่วยเหลือในเรื่องเกษตรกรรม การเงิน ภาครัฐ การดูแลสุขภาพ การศึกษา และการปลอมแปลงผลิตภัณฑ์ได้ในอนาคต

ปริมาณธุรกรรมของ Cardano

ADA นั้นถูกปริมาณเหรียญอยู่ที่ 45 พันล้านเหรียญ และจากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 29 กันยายน 2021 มีการใช้งานในระบบของ Cardano ไปแล้วทั้งหมด 14,308,721 ธุรกรรม (อ้างอิงจาก https://blockchair.com/cardano) อาจจะยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับBlockchain ตัวอื่นๆ แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ Cardano ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ซึ่งหากมีการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ มีความเป็นไปได้ว่าเราจะได้เห็นจำนวนธุรกรรมที่พุ่งสูงมากขึ้น

เนื่องจาก Cardano ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาระบบ จำนวนพาร์ทเนอร์ที่เห็นได้ชัดอาจจะยังไม่เยอะมากแต่ก็มีการเชื่อมต่อกับระบบดังๆ เช่น Chainlink ซึ่งเป็นเครือข่าย Oracle แบบ Decentralized เพื่อพัฒนา DeFi และ DISH Network ผู้ให้บริการดาวเทียมโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคมนาคม มีความสามารถในการดึงข้อมูลจากนอก Blockchain ให้เข้ามาในระบบได้ 

หากดูจากแผนงานในอนาคตนั้น Cardano จะมีการเชื่อมต่อกับพันธมิตรอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม NFT, กลุ่ม DEX (Decentralized exchange), และกลุ่ม Payment ต่างๆ สามารถศึกษา Ecosystem ของ Cardano เพิ่มเติมได้จาก https://bit.ly/3kTepPn

ในส่วนของการเทรดและการซื้อ เหรียญ ADA สามารถทำได้บนกระดานเทรดชื่อดังทั่วไป เช่น Binance, Bitkub, KuCoin, Coinbase, etc.  และหากใครต้องการที่จะ Stake เหรียญ ADA ก็สามารถทำได้โดยการฝากไว้กับกระดานเทรดได้ อย่างเช่นทำผ่าน Binance หรือสามารถ Stake ไว้กับ Yoroi Wallet ได้เช่นกัน ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะมีช่องทางมากกว่านี้หาก Cardano พัฒนาไปมากกว่านี้

หากคุณสนใจที่จะศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Cardano (ADA) ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางเทคนิค หรือการเชื่อมต่อระบบสามารถเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของ Cardano ได้เลย >> https://cardano.org/


Signal Later

บริการส่งสัญญาณคริปโทเคอร์เรนซี ให้คุณทำกำไรได้ทุกสภาพตลาด ลดการขาดทุน เพราะเราเชื่อว่าจังหวะในการเข้าซื้อและขายนั้นสำคัญมาก โดยนักวิเคราะห์ผู้มีประสบการณ์ในวงการคริปโทตั้งแต่ปี 2016 พร้อมด้วยเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาขึ้นโดย Signal Later ที่จะทำการแจ้งสัญญาณให้ตลอด 24 ชั่วโมง

แพ็กเกจ

Leave a Reply

Your email address will not be published.