6 วิธีสร้าง Passive income ด้วย Crypto ในปี 2021

รับปันผลจากการนำเหรียญไปฝาก นับเป็นวิธีที่ดีในการให้เงินทำงานแทน โดยในบทความนี้จะมาทำความรู้จัก 6 วิธีที่คุณสามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้

Passive income คือการที่คุณให้เงินของคุณทำงานแทน โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรกับมัน ซึ่งคุณสามารถทำได้ด้วยการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะการลงทุนใน Cryptocurrency ผ่านระบบ และรอให้ระบบจ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ยกลับมาให้ ในบางครั้งคุณสามารถคาดคะเนผลตอบรับได้ แต่ในบางครั้งก็อาจจะมีปัจจัยอื่นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมที่ทำให้คุณไม่สามารถคาดการณ์ผลตอบแทนที่แน่ชัดได้

วิธีที่ง่ายที่สุดที่สามารถได้รับผลตอบแทนจากการครอบครอง Crypto คือ การซื้อเหรียญและถือเหรียญนั้นไว้ ซึ่งในศัพท์ทาง Crypto จะเรียกว่า “HODLing”  ซึ่งหมายความว่า นักลงทุนพร้อมที่จะซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยความมั่นใจว่าราคาของเหรียญเหล่านี้จะพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดในอนาคต ซึ่งนั่นก็หมายความว่านักลงทุนเหล่านี้จะต้องถือเหรียญเดิมในระยะยาวอย่างน้อย 6 เดือน ถึง 5 ปี การลงทุนในรูปแบบนี้ นักลงทุนไม่จำเป็นต้องคอยเฝ้าดูเหรียญบ่อยๆ หรือไม่จำเป็นต้องดูเลยก็ได้  สิ่งที่ต้องทำมีเพียงแค่ ซื้อเหรียญที่ต้องการและนำมาเก็บไว้ใน กระเป๋าสตางค์ดิจิทัลที่ผู้ใช้งานจะเป็นผู้เก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตนเอง (Non-Custodial Wallet)

  • กระเป๋าสตางค์ดิจิทัล (Wallet) คือ แอปพลิเคชันบนมือถือที่สามารถเก็บรหัสพิเศษ หรือ Private key ที่ใช้ในการเข้าถึง Cryptocurrency ของคุณไว้ อีกทั้งคุณยังสามารถเก็บ Private key ของคุณไว้ในมือถือ คอมพิวเตอร์ หรือ กระเป๋าสตางค์ดิจิทัลแบบพกพา (Hardware wallet) ด้วยวิธีนี้ ทำให้คุณสามารถควบคุมและใช้งานกระเป๋าสตางค์ดิจิทัลของคุณผ่าน Private key ได้ แต่หากคุณฝากสินทรัพย์ของคุณไว้ในกระเป๋าสตางค์ดิจิทัลแบบรับฝากสินทรัพย์ของผู้ใช้งาน (Custodial Wallet) ผู้ให้บริการจะเป็นคนควบคุม Private key แทน

อย่างไรก็ตาม การถือสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเวลานานๆ ไม่สามารถการันตีได้ว่าคุณจะสามารถได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น หรือในกรณีที่แย่ไปกว่านั้น คุณอาจจะขาดทุนก็เป็นได้ ดังนั้นการลงทุนในเหรียญใดเหรียญหนึ่งเป็นเวลานาน อาจจะยังไม่สามารถจัดอยู่ในการสร้าง passive income ที่แท้จริง

วิธีสร้าง Passive income จาก Cryptocurrency

#1 Proof-of-Stake (PoS) Staking หรือการ Stake เหรียญ

Proof-of-Stake คือ หนึ่งในกลไกของ Blockchain ที่ถูกออกแบบมาให้คนทั่วโลกสามารถทำข้อตกลงร่วมกันและช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ การทำงานของ Blockchain จะเป็นการทำงานแบบระบบเปิด ซึ่งใครก็สามารถเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ และไม่มีตัวกลางมาควบคุมหรือที่เรียกว่า Decentralized network นั่นเอง ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและประมวลผลความถูกต้องของข้อมูลหรือธุรกรรมได้ และนี่คือจุดสำคัญของระบบ เพราะจะไม่มีตัวกลางอย่าง ธนาคาร เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยปกตินั้น Blockchain จะสุ่มเลือกคนที่จะสามารถเข้ามาตรวจสอบความถูกต้องในแต่ละธุรกรรม และคนที่ถูกเลือกขึ้นมานั้นจะได้รับผลตอบแทนสำหรับการทำงานของพวกเขา

วิธีการเลือกผู้ที่สามารถเข้ามาตรวจสอบข้อมูลนั้นแตกต่างกันไปในแต่ Blockchain ซึ่งในบาง Blockchain กำหนดให้ผู้ใช้งานต้องทำการฝากหรือจ่ายเงินให้กับระบบ โดย Blockchain นั้นจะเลือกคนตรวจสอบจากคนที่ถือเหรียญของ Blockchain นั้นเท่านั้น และกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อทำการตรวจสอบข้อมูลเสร็จ ก็จะได้รับผลตอบแทนกลับไป คล้ายๆกับผลตอบแทนจากการทำงานในระบบ ซึ่งระบบนี้ถูกเรียกว่า Proof-of-Stake เป็นระบบที่ให้โอกาสการสร้าง Passive income สำหรับเหล่าผู้ที่ถือเหรียญอยู่นั่นเอง

การทำ Proof-of-Stake เป็นงานทางเทคนิคและเกี่ยวข้องกับการเขียนโปรแกรมโดยตรง ในปัจจุบันแต่ละ Blockchain จะมีกลุ่มที่ทำการจัดการเรื่องระบบไว้หมดและได้เปิด Pool ไว้เป็นแบบสาธารณะ ซึ่งทำให้คนทั่วไปสามารถนำเหรียญไป Stake กับกลุ่มเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องทำการเขียนโปรแกรมขึ้นมาเอง จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนทั่วไป โดยในส่วนของรางวัลที่ได้ ก็จะคิดจากสัดส่วนของจำนวนเหรียญที่คุณลงทุนไป เทียบกับเหรียญทั้งหมดที่อยู่ในแต่ละ Pool โดย Proof-of-Stake Blockchain ที่แนะนำมีดังนี้

เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับนักลงทุนทั่วไป คุณสามารถเลือกใช้บริการ staking ได้จาก ลิงก์นี้  ซึ่งข้อดีของบริการเหล่านี้คือเราไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนตามขั้นต่ำที่ Blockchain กำหนดก็ได้ ตัวอย่างเช่น การที่จะ Stake ใน Ethereum 2.0 โดยตรงนั้นจะต้องฝากขั้นต่ำที่ 32 ETH ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูง แต่ถ้าหากคุณใช้ บริการ Staking สามารถลงแค่ 5 ETH ก็สามารถ Stake และรับผลตอบแทนได้แล้ว

#2 การรับดอกเบี้ยจากสินทรัพย์ดิจิทัล

ผู้ที่ถือเหรียญสามารถรับดอกเบี้ยจากสินทรัพย์ได้ โดยจะได้รับดอกเบี้ยในอัตราคงที่ คล้ายกับการที่เรานำเงินไปฝากไว้กับบัญชีออมทรัพย์และรับดอกเบี้ยในแต่ละเดือน สิ่งที่ต่างกันคือ บริการนี้รับฝากเฉพาะเงินดิจิทัลเท่านั้น แทนที่จะถือเหรียญไว้เฉยๆ คุณสามารถฝากเหรียญเหล่านี้เข้าไปในระบบ และรอรับดอกเบี้ยเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี โดยอัตราดอกเบี้ยนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละเหรียญตามที่กำหนดไว้

ในการฝากเข้าไปในระบบ ซึ่งจะดีกว่าที่เราถือเหรียญเหล่านี้ไว้เฉยๆ คุณสามารถฝากเหรียญเข้าไปในระบบเหล่านี้ได้และสามารถรับดอกเบี้ยเป็น รายวัน รายสัปดาห์ หรือ รายปีได้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละเหรียญและ blockchain โดยผู้ให้บริการที่สามารถฝากเหรียญเพื่อรับดอกเบี้ย ได้แก่

#3 การปล่อยกู้

ระบบการปล่อยกู้กำลังเป็นหนึ่งในบริการที่ได้รับความนิยมในโลก Crypto ทั้งในแบบ Centralized และ Decentralized โดยในฐานะของนักลงทุน คุณสามารถให้ผู้กู้มายืมเหรียญของคุณ และคุณจะได้รับดอกเบี้ยจากการกู้ยืม ซึ่งมีอยู่ 4 แบบที่สามารถทำได้

  • Peer-to-peer lending : การทำงานของระบบแบบนี้คือ ระบบจะอนุญาตให้ผู้ให้กู้สร้างข้อกำหนดขึ้นมาได้เอง โดยสามารถเลือกได้ว่าจะปล่อยกู้ในปริมาณเท่าไร และกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้ ซึ่งระบบจะช่วยจับคู่ให้ผู้กู้และผู้ให้กู้มาเจอกันและทำธุรกรรมกันได้ เหมือนกับการทำ P2P Trading หรือการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ทั่วไประหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ระบบนี้จะทำให้ผู้ให้กู้มีอำนาจในการกำหนดรายละเอียดต่างๆด้วยตัวเอง โดยมีข้อแม้ว่าผู้ให้กู้จะต้องทำการฝากเงินเข้าไปในระบบซึ่งเป็น Custodial wallet ก่อนจึงจะสามารถใช้เริ่มทำการปล่อยกู้ได้
  • Centralized lending : วิธีนี้จะเป็นการพึ่งพาตัวกลาง 100% ในการปล่อยกู้ โดยมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและระยะเวลาการกู้ยืมไว้แล้ว เช่นเดียวกับ P2P lending คุณจะต้องทำการฝากเงินเข้าไปในระบบก่อนที่จะเริ่มใช้งาน
  • Decentralized or DeFi lending : วิธีนี้อนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างบริการการกู้ยืมได้เองผ่านการเขียนโปรแกรมขึ้นมา ซึ่งวิธีนี้จะไม่เหมือนกับการทำ P2P และ Centralized lending เพราะจะไม่มีตัวกลางมาเกี่ยวข้อง โดยผู้กู้และผู้ให้กู้สามารถทำธุรกรรมกันได้อัตโนมัติ และใช้ Smart contracts ในการควบคุม ซึ่งอัตราดอกเบี้ยจะถูกคำนวนใหม่ทุกครั้งเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง
  • Margin Lending : วิธีสุดท้ายคือ การปล่อยกู้ให้กับนักลงทุนที่ต้องการนำเหรียญไปเทรด ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเหล่านี้มีทุนในการซื้อขายมากขึ้น และเมื่อเทรดเสร็จ ผู้กู้จะทำการชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยกลับมาให้ ในกรณีนี้จะอยู่ใน Exchange หรือ กระดานเทรดต่างๆ ซึ่งจะทำการจัดการทุกอย่างให้ในนามของคุณ คุณเพียงแค่เตรียมสินทรัพย์ให้พร้อมสำหรับการกู้ยืมเท่านั้น

#4 Cloud Mining

Blockchain บางตัวเช่น Bitcoin จะใช้วิธีที่แตกต่างจาก Proof-of-Stake ทื่กล่าวมาข้างต้น โดย bitcoin จะใช้การตรวจสอบด้วยการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้ามาตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมบน Blockchain ของ Bitcoin จะถูกเรียกว่า Miner หรือนักขุด โดยนักขุดเหล่านี้จะต้องแข่งขันด้วยการคำนวนทางคณิตศาสตร์เชิงลึกที่มีความซับซ้อน ซึ่งกระบวนการนี้ถูกเรียกว่า การขุดCrypto และด้วยการแข่งขันที่สูงนี้ ทำให้เหล่านักขุดจะต้องลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในการประมวลผลได้สูง และจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าราคามหาศาลสำหรับอุปกรณ์เหล่านี้

กระบวนการนี้จะค่อนข้างเสียเวลาและต้องใช้ทักษะทางเทคนิคด้วย ซึ่งทำให้นักลงทุนทั่วไปเลือกใช้วิธีอื่นที่เรียกว่า Cloud mining ด้วยวิธีนี้คุณสามารถจ่ายเงินให้กับตัวกลางที่จะจัดการเรื่องทางเทคนิคในการขุดให้กับคุณ เปรียบเสมือนว่า คุณจะจ่ายเงินก้อนหนึ่งเพื่อให้ตัวกลางหรือระบบทำการจัดซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นและติดตั้งในพื้นที่ของพวกเขา หลังจากนั้นแล้วคุณอาจจะต้องเสียค่าบำรุงรักษารายวัน เพื่อให้ทางระบบดูแลอุปกรณ์ของคุณให้สามารถขุดได้เป็นปกติ

ถึงแม้ว่าจะฟังดูน่าสนใจ แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงมากมาย Cloud Mining ยังมีกระแสในด้านลบพอสมควรหลังจากเริ่มเป็นที่สนใจ มีข่าวของการหลอกลวงว่าเป็นตัวกลางในการทำเหมืองขุด Bitcoin เพราะส่วนใหญ่เหมืองเหล่านี้จะไม่เปิดเผยสถานที่จริงว่าตั้งอยู่ที่ไหน ดังนั้นหากคุณสนใจที่จะลงทุนใน Cloud Mining ควรตรวจสอบให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ

#5 Dividend-earning tokens โทเค็นที่ได้รับเงินปันผล

มีโทเค็นบางตัวที่คุณสามารถได้รับผลตอบแทนจากรายได้ของบริษัทที่เป็นเจ้าของเหรียญนี้ สิ่งที่ต้องทำมีแค่การถือโทเค็นเหล่านี้ไว้ และคุณจะได้รับผลตอบแทนจากสัดส่วนรายได้ของบริษัทแบบอัตโนมัติ ซึ่งสัดส่วนรายได้จะคำนวนจากปริมาณโทเค็นที่คุณถืออยู่ ตัวอย่างเช่น KuCoin Share (KCS) ที่มอบผลตอบแทนที่มาจากค่าธรรมเนียมของการเทรดแต่ละครั้งบนกระดานเทรด KuCoin โดยจำนวนผลตอบแทนที่ได้รับขึ้นอยู่กับจำนวนโทเค็น KCS ที่แต่ละคนถือ

#6 Yield Farming หรือฟาร์มเหรียญ

Yield Farming คือ การสร้าง passive income ที่อยู่ในรูปแบบ Decentralize หรือ DeFi ระบบนี้เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมที่ซับซ้อนและปรับเปลี่ยนตลอดเวลาของ Decentralized exchange ซึ่งถือเป็นระบบการแลกเปลี่ยนประเภทหนึ่งที่ผู้ใช้งานอาศัยการผสมผสานของ Smart contract กับนักลงทุนที่นำเหรียญเข้ามาในระบบเพื่อทำการเทรดต่างๆ โดยผู้ใช้งานจะไม่ได้ทำการเทรดกับตัวกลางหรือคนอื่น แต่จะทำการเทรดกับเงินที่นักลงทุนได้ทำการฝากเข้ามา ลักษณะคล้ายๆกับกองทุน ซึ่งผู้ที่ฝากเงินเข้ามาจะถูกเรียกว่า Liquidity provider และกองทุนเหล่านี้ใน Decentralized exchange จะถูกเรียกว่า Liquidity pool โดย Liquidity provider หรือ ผู้ที่ฝากเงินเข้ามาจะได้รับค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมจากใน Liquidity pool

หากคุณอยากเริ่มการสร้าง Passive income ด้วยวิธีนี้ คุณจะต้องเป็น Liquidity provider (LP) ใน DeFi exchange เช่น Uniswap, Aave, หรือ PancakeSwap เสียก่อน

และการที่คุณจะได้ค่าธรรมเนียมจากการเทรดนั้น คุณจะต้องทำการฝากเหรียญที่คุณมีเข้าไปในสัดส่วนที่เท่ากันใน Liquidity pool ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการที่จะเป็น Liquidity provider ใน ETH/USDT คุณจะต้องฝากทั้ง ETH และ USDT เข้าไปใน Pool ในมูลค่าที่เท่ากัน

เมื่อคุณฝากเหรียญเข้าไปแล้ว ตัว Decentralized exchange จะทำการโอนโทเค็น LP ซึ่งจะเป็นตัวแทนตามมูลค่าของเหรียญที่คุณใส่ลงไปใน Pool มาให้ หลังจากนั้นคุณจะต้องทำการ Stake โทเค็น LP นี้ไว้ใน Decentralized exchange ก่อน ถึงจะสามารถรับผลตอบแทนได้ โดยวิธีการนี้จะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนจากทั้งสองเหรียญที่คุณได้ทำการฝากเข้าไปในระบบ

การสร้าง Passive income ด้วย Crptocurrency ในบทความนี้นั้น เป็นเพียงบางส่วนของทำกำไรเพิ่มเติมจากสินทรัพย์ดิจิทัลที่คุณทิ้งไว้เฉยๆ ซึ่งวิธีการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนมีความเสี่ยง ดังนั้นควรศึกษาให้ดีก่อนทำการลงทุนหรือสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเพื่อหาวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณมากที่สุด

Credit: Link

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *