Ethereum เผชิญกับปัญหามากมายในเดือนกันยายน มาดูสาเหตุและการแก้ไขของผู้พัฒนากัน

ประเด็นสำคัญ

  • ราคา Ethereum ลดลง 13% ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเดือนที่แย่ที่สุดเป็นอันดับสองในปีที่ผ่านมา
  • Blockchain ของ Ethereum ประสบกับปัญหาในเรื่องของความล่าช้าหลายครั้ง รวมถึงปัญหา Bug ที่ทำให้เกิดการ Fork แยกเครือข่าย
  • คุณ Matt Hougan หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Bitwise Asset Management กล่าวว่า “นี่เป็นเครื่องเตือนใจว่า Blockchain โดยทั่วไป โดยเฉพาะ Ethereum ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่และมีความพลิกผัน”

เดือนกันยายนที่ผ่านมาเป็นเดือนที่ค่อนข้างยากลำบากสำหรับนักลงทุน Cryptocurrency โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ลงทุนใน ETH โทเค็นบน Ethereum blockchain

ETH ลดลง 13% ในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนที่ราคาลดลงมากที่สุดเป็นอันดับสองในรอบปีที่ผ่านมา ดีกว่า 16% ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว นอกจาก ETH แล้ว ราคา Bitcoin ก็ปรับตัวลดลง 7% ในเดือนกันยายนเช่นกัน

อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะหาเหตุผลว่าทำไมราคาที่ปรับตัวลงในระยะสั้น ถ้าหากเราอ้างอิงจากประวัติการขึ้นลงของราคา Cryptocurrency ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา การปรับฐานลงนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องปกติ โดย Ethereum ที่เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับสองรองจาก Bitcoin แม้จะมีการปรับลงของราคาแต่หากมองในระยะยาวนั้น ราคาได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 830% เทียบกับปีที่แล้ว

นักลงทุนทั้งหลายได้ช้อนซื้อในช่วงที่ราคาตก โดยในวันศุกร์แรกของเดือนตุลาคมที่ผ่านมานั้น ราคาของทั้ง ETH และ BTC  มีการปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 9%

แต่ความผันผวนของราคา ETH ในเดือนกันยายนนั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความไม่ราบรื่นในระบบของ Ethereum ซึ่งเป็นเหตุผลให้นักลงทุนและนักพัฒนาเริ่มมีความกังวล

ความเร็วของเครือข่ายและค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมที่สูงนั้นยังคงเป็นปัญหาอยู่ โดยการอัพเกรด London Hard Fork ในเดือนสิงหาคมนั้นควรจะช่วยลดความผันผวนของค่าธรรมเนียม แต่กลับส่งผลเพียงนิดเดียวเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน Blockchain คู่แข่งที่ถูกเรียกว่า “Ethereum Killer” หรือ นักฆ่า Ethereum นั้นกำลังใช้ประโยชน์จากอุปสรรคที่ Ethereum กำลังเผชิญอยู่

Ethereum ยังเกิดการแยก Blockchain เป็นสอง Chain ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดคิด หลังจากมีคนใช้ประโยชน์จากจุดบกพร่องในซอฟต์แวร์ที่คนส่วนใหญ่ใช้เพื่อเชื่อมต่อกับ Blockchain ทำให้เครือข่ายถูกโจมตี และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น

คุณ Mati Greenspan ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Quantum Economics กล่าวว่า “ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อราคาของ ETH อย่างไม่ต้องสงสัย แต่อย่าลืมว่า Ethereum นั้นได้รับความนิยมอย่างมากในปีนี้ และตลาดทั้งหมดดูเหมือนจะอยู่ในช่วงทยอยเข้าซื้อ ดังนั้นผมจะพยายามไม่ดูการเคลื่อนไหวระยะสั้นเหล่านี้อย่างลึกซึ้งเกินไป”

อย่างไรก็ตาม Ethereum ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของตลาด Cryptocurrency ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ตลาด NFTs (Non-fungible token), Smart contract, และ DeFi (Decentralized finance) กำลังเผชิญอุปสรรคสำคัญที่จะต้องเอาชนะเพื่อต่อสู้กับการแข่งขันใหม่ที่จะเกิดขึ้น

การแยกเครือข่ายที่ไม่ได้คาดคิดของ Ethereum

อย่างที่ทราบกันว่าพื้นฐานและจุดแข็งของ Ethereum คือความปลอดภัยของระบบและมี Blockchain อยู่แค่อันเดียว ไม่มีใครสามารถสร้างเหรียญออกมาได้โดยไม่ผ่านการขุด เพราะนั่นคือหลักการสำคัญของการ Decentralized แม้คุณจะเป็นธนาคาร คุณก็สามารถสร้างเหรียญออกมาได้

แต่ในเดือนสิงหาคม นักพัฒนา Ethereum กลับต้องตื่นตระหนกเมื่อเกิด Bug ในระบบและเกิดการแตก Blockchain ออกมาจากอันเดิม

คุณ Matt Hougan หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Bitwise Asset Management ผู้ซึ่งสร้างกองทุน Cryptocurrency Index ตัวแรก กล่าวว่า “การ Fork หรือการแยก Chain นี้ได้เกิดการสร้างธุรกรรมสองรายการแยกกันบนเครือข่ายของ Ethereum เป็นการชั่วคราว เหมือนเป็นหนังสือคู่ขนาน”

อีกทั้งคุณ Hougan กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ Blockchain ถูกแยกออกมา และมีธุรกรรมที่เหมือนกันอยู่ในทั้งสอง Chain คือการจงใจที่จะใช้เหรียญเดียวเพื่อทำธุรกรรมสองครั้งหรือไม่ และ Smart contracts ที่ดูแลทรัพย์สินมูลค่าหลายพันดอลลาร์ก็อาจจะมีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน โดย Smart contracts นั้นช่วยให้ผู้คนสร้างแอปพลิเคชันบน Ethereum ด้วยรหัสที่ดำเนินการด้วยตนเอง และกำจัดความจำเป็นของบุคคลที่สาม การโจมตีแม้ว่าจะทำได้ยาก เนื่องจากสามารถเห็นได้ชัดว่า Node ใดอยู่ฝั่งที่ถูกต้องและ Node ใดไม่ใช่ “แต่ในทางทฤษฎี ถือว่ามีความเสี่ยง”

คุณ Tim Beiko ผู้ประสานงานสำหรับนักพัฒนาโปรโตคอลของ Ethereum ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับนักขุด (Miners) และกระดานเทรด คือพวกเขาส่วนใหญ่ได้ทำการอัพเกรดซอฟต์แวร์ตามที่แนะนำและปัญหาได้รับการแก้ไขค่อนข้างรวดเร็ว”

มากไปกว่านั้น คุณ Auston Bunsen ผู้ร่วมก่อตั้ง QuikNode ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้าง Blockchain ให้แก่นักพัฒนาและบริษัทต่างๆ กล่าวว่า “นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ของระบบ”

“นี่เป็นเครื่องเตือนใจว่า Blockchain โดยทั่วไป โดยเฉพาะ Ethereum ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่และมีความพลิกผัน พวกเขาสามารถทำสิ่งมหัศจรรย์ ที่สามารถประมวลผลธุรกรรมได้มากกว่า 1 พันล้านธุรกรรมโดยใช้เวลาน้อยกว่า 1 นาที นอกจากนี้ยังสร้างระบบการเงินขึ้นมาซึ่งแทบจะเหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โปรแกรมหนึ่งเท่านั้น แต่ในตอนนี้ยังต้องการการพัฒนาให้ไปได้ไกลกว่านี้“ – คุณ Hougan กล่าว

Bug ยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาระยะยาวของ Ethereum คือ ความบกพร่องแบบนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ

ในเดือนเมษายน Blockchain ของ Ethereum ได้รับผลกระทบจาก Bug ในโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเข้าถึง และในเดือนพฤศจิกายน แอปพลิเคชัน DeFi ของ Ethereum จำนวนมากหยุดทำงานลงชั่วคราว หลังจากการอัพเกรด Geth ล่ม และนำไปสู่การแยก Chain ออกเป็นสองส่วน

Geth ย่อมาจาก Go Ethereum ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลของ Etherium และผู้ใช้กว่า 64% ใช้ Geth ในการเข้าระบบ

แต่เมื่อ Blockchain ของ Etherium ได้ถูกแตกออกเป็น 2 Chain เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน โดยเหตุผลเกิดจากโปรแกรม Geth ซึ่งมี Bug อยู่ในโปรแกรม และอยู่ในส่วนของ Consensus mechanism หรือ ระบบฉันทามติ ที่เป็นส่วนสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลใน Blockchain ระบบนี้ยังช่วยให้นักขุดทุกคนเห็นข้อมูลตรงกัน ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมไหนในการเข้าถึงข้อมูลบน Etherium blockchain

เมื่อเหล่านักพัฒนาโปรแกรมเจอ Bug ก็ได้รีบทำการแก้ไข และ Update version อย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้ใช้งานส่วนใหญ่ได้อัพเกรดตามที่ได้รับคำแนะนำ แต่ยังมีบางส่วนที่ไม่ได้ปรับตาม ซึ่งส่งผลให้เกิดช่องโหว่ในระบบ และมีผู้ไม่หวังดีได้เข้ามาแตก Chain ออกเป็นสองอัน อันหนึ่งเป็นอันที่มีการอัพเดทเวอร์ชั่น กับอีกอันที่ยังเป็นเวอร์ชั่นเดิม

Nic Carter ผู้ร่วมก่อตั้ง Blockchain data aggregator ของ Coinmetrics ได้กล่าวว่า ข้อดีของ Ethereum คือระบบ Decentralized ซึ่งทำให้มีผู้ใช้งานเยอะ แต่การที่มีผู้ใช้งานเยอะกลับก่อให้เกิดปัญหาตามมา ทำให้ผู้พัฒนาจะต้องคอยอัพเดทระบบเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างปลอดภัย เพราะผู้ใช้งานนั้นใช้หลากหลายโปรแกรมหลากหลายแบบในการเข้าถึง Blockchain

คุณ Carter ได้กล่าวอีกว่า โดยการทำงานนี้จะแตกต่างกับ Bitcoin ตรงที่ Bitcoin จะใช้โปรแกรมที่มีความปลอดภัยสูงในการเข้าถึงข้อมูลของ Blockchain ผู้พัฒนา Bitcoin ได้ต่อต้านการแตก Blockchain อย่างมาก ดังนั้นการที่จะอัพเกรด Blockchain ของ Bitcoin นั้นจะมาจากนักพัฒนาซึ่งเป็นการบังคับใช้มากกว่าการปล่อยให้ผู้ใช้งานเป็นคนเสนอการอัพเกรด ส่วน Ethereum นั้นให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบให้เร็ว แต่นั่นทำให้เกิดช่องโหว่ได้เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญในด้าน Cryptocurrency บอกว่า ความสำเร็จของ Ethereum นั้นเกิดจากการที่เป็น First Mover โดยจากข้อมูลบนเว็บไซต์ State of The DApps กล่าวว่า NFT ส่วนใหญ่และ กว่า 78% ของ dApps ใหม่ๆนั้นจะถูกพัฒนาบน Ethereum ก่อน

แต่สิ่งนี้กำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อเกิด Blockchain ใหม่ๆ ที่มีความสามารถเหมือน Ethereum ขึ้นมา

ซึ่งก่อนที่จะเกิด Bug ของการแตก Chain ใน Ethereum นี้ ได้มีผู้ใช้งานออกความคิดเห็นว่า Network ของ Ethereum มีผู้ใช้งานมากจนเกินไป ทำให้ค่าธรรมเนียมแพงเกินความจำเป็น โดยค่าธรรมเนียมเคยไปแตะสุดสูงสุดถึง 70 ดอลลาร์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และในสัปดาห์นี้ได้กระโดดขึ้นจาก 20 ดอลลาร์เป็น 46 ดอลลาร์ และลดลงมาเหลือ 32 ดอลลาร์

Ethereum Killers หรือนักฆ่า Ethereum

ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมในปัจจุบันนั้นยังคงเป็นเหตุผลที่ผลักดันผู้ใช้ออกไปจากระบบ

พวกเขากำลังเปลี่ยนเป็น Blockchain เหมือนกับ Cardano ที่สามารถใช้สร้าง dApps และ Solona ซึ่งราคาเหรียญได้พุ่งขึ้นเกือบ 4,800% ตั้งแต่เดือนกันยายน 2020 โดย Solona ได้ถูกเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว และได้รับแรงฉุดจากระบบ Ecosystemที่ รองรับของ NFT และ DeFi เนื่องจากราคาที่ถูกและความเร็วในการใช้ที่มากกว่า Ethereum

จากข้อมูลในเว็บไซต์ Solona มีการประมวลผลทางธุรกรรมได้ถึง 50,000 รายการต่อวินาที ด้วยราคาเฉลี่ยต่อธุรกรรมอยู่ที่ 0.000025 ดอลลาร์ ในขณะที่ Ethereum นั้นสามารถรองรับธุรกรรมได้เพียง 13 รายการต่อวินาทีเท่านั้น และค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมก็แพงกว่า Solona อย่างมาก

นอกจากนี้ สถาบันการเงินต่างๆกำลังให้ความสนใจ Solana อย่างเช่นบริษัท Andressen Horowitz และ Polychain Capital ที่ได้เข้าซื้อโทเค็น Solana ด้วยมูลค่ากว่า 314 ล้านดอลลาร์

คุณ Mark Peikin ซีอีโอของ Bespoke Growth Partners กล่าวว่า “นักลงทุนที่เคยเน้นการลงทุนใน Ethereum นั้นได้กระจายไปลงทุนใน Cryptocurrencies อื่นๆมากขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับ Blockchain ทางเลือกอื่นๆ เช่น Algorand, Solona, และ Cardano”

คุณ Bunsen บอกกับ CNBC ว่า ในขณะที่ Solona กำลังก้าวไปข้างหน้าในแง่ของการเป็น Blockchain แต่ยังไม่สามารถกระจายตัวมากพอที่จะตอบสนองกลุ่มผู้ใช้งาน Crytocurrency ที่ใหญ่ขึ้น

Solana ยังเจอ Bug ในระบบเช่นกัน ในเดือนที่แล้ว Solana ได้เจอปัญหาและใช้งานไม่ได้กว่า 17ชั่วโมง จากการโดน bot โจมตี โดยการสร้างจำนวนธุรกรรมขึ้นมามหาศาลเพื่อทำให้ระบบไม่สามารถใช้งานได้

รายชื่อของ Ethereum Killers นั้นค่อนข้างเยอะ รวมไปถึง Blockchain อย่าง Matic หรือ Polygon ซึ่งเป็นตัวเสริมของ Ethereum ตามมาด้วย Bunsen และ Cardano ซึ่งขี้นชื่อเรื่องความปลอดภัย

คุณ Bunsen ยังกล่าวอีกว่า “ผมคิดว่านักฆ่า Ethereum บางคนจะทำสำเร็จ แต่พวกเขาจะไม่ถึงกับฆ่า Ethereum”

จากการพัฒนาเป็นเวลาหลายปี Ethereum กำลังจะมีการอัพเกรดของตัวเองเช่นกัน ซึ่งก็คือ Ethereum 2.0 คาดว่าจะพร้อมใช้งานในไตรมาสแรกของปี 2022

การอัพเกรดนี้จะทำให้ใช้พลังงานในการขุด Ethereum น้อยลง และจากที่คุณ Vitalik Buterin ผู้ก่อตั้งเครือข่าย แจ้งว่า ความเร็วจะเพิ่มขึ้นจาก 7,000 เป็น 100,000 ธุรกรรมต่อวินาที

คุณ Bunsen กล่าวว่า หากการอัพเกรดของ Ethereum ครั้งนี้สำเร็จ Ethereum 2.0 จะเป็นการอัพเกรดครั้งใหญ่ในแง่ของการทำธุรกรรมบนเครือข่ายของ Ethereum และยังเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่สำหรับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

Credit: https://www.cnbc.com/2021/10/02/ethereum-had-a-rough-september-heres-why-and-how-it-gets-fixed.html


Signal Later

บริการส่งสัญญาณคริปโท หรือเรียกอีกอย่างว่า Crypto Trade Signal ให้คุณรู้จุดเข้าซื้อ จุดขายที่เหมาะสม แนวรับ แนวต้าน ตลอดจนอัพเดทข่าวสาร วิเคราะห์เหรียญรายตัว และ อื่นๆ อีกมากมายที่จะทำให้ทุกการเทรดเป็นเรื่องง่ายขึ้น ได้กำไร ลดการขาดทุน ตลอด 24 ชั่วโมง โดยนักวิเคราะห์ และ ทีมงานที่มีประสบการณ์ในวงการคริปโทเคอร์เรนซีมากกว่า 6 ปี

เลือกแพ็กเกจ

Leave a Reply

Your email address will not be published.