IMF เตือน Cryptocurrencies อาจคุกคามความมั่นคงทางการเงิน หากไม่มีกฎระเบียบควบคุม

รายงานจาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF – International Monetary Fund) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมากล่าวว่า ในขณะที่สกุลเงินดิจิทัลนั้นมีความสามารถในการปรับปรุงระบบการชำระเงินทั่วโลก แต่เหรียญดิจิทัลก็ยังคงสร้างความท้าทายต่อสภาวะตลาดทั่วโลกอย่างมาก

โดยในรายงานเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงินระดับโลกของ IMF ล่าสุดนั้น บอกว่า ความเสี่ยงที่เกิดจากการซื้อขายคริปโท ที่กำลังเฟื่องฟูและเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้นั้นยังสามารถควบคุมได้ แต่จำเป็นที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

IMF บอกว่า เมื่อมีการยอมรับคริปโทในวงกว้างมากขึ้น อาจจะส่งผลกระทบและมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อเศรษฐกิจ โดยหน่วยงานระหว่างประเทศเห็นด้วยอย่างมากในเรื่องนี้ และกล่าวว่าคริปโทต้องการการกำกับดูแลที่มากขึ้น และยังเน้นย้ำอีกว่าคริปโท มีกฎระเบียบควบคุมที่ไม่มากพอในโครงสร้างการดำเนินการ โดยชี้ให้เห็นกระดานเทรดที่พังไปในช่วงการขายครั้งใหญ่

“ความท้าทายที่เกิดจาก Ecosystem ของตัวคริปโท นั้น ได้แก่ ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงานและด้านการเงินจากผู้ให้บริการสินทรัพย์คริปโท, ความเสี่ยงในการปกป้องนักลงทุนและ DeFi (Decentralized finance), และการสำรองและการเปิดเผยข้อมูลที่ไม่เพียงพอสำหรับ Stablecoin” รายงานของ IMF กล่าว

ในบรรดาความกังวลนี้ ยังรวมไปถึงการซื้อขายสินทรัพย์คริปโท ที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ เช่น สาธารณรัฐเอลซัลวาดอร์ ที่เพิ่งเริ่มยอมรับ Bitcoin เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่กระแสเงินทุนที่ไม่เสถียร

ความกระวนกระวายใจเกี่ยวกับ Stablecoin

นอกจากนี้ IMF ยังได้เตือนว่า ความนิยมของ Stablecoins อาจจะเป็นความเสี่ยงต่อเงินธนบัตร เพราะอาจจะทำให้คนตัดสินใจขายธนบัตรและไปซื้อ Stablecoin แทน และถ้าหากตลาด Stablecoin กับ คริปโท โตขึ้น อาจทำให้เกิดการพยายามที่จะเลี่ยงภาษี

Stablecoin คือ เหรียญคริปโทที่จะมีราคาผูกกับสกุลเงินทั่วไปเช่น ดอลลาร์ ทอง หรือ สินทรัพย์ระยะสั้น ซึ่งมีเป้าหมายที่จะกระจายความเสี่ยงของราคาที่ผันผวนของคริปโทเคอเรนซี่ โดยเหล่านักเทรดได้ใช้ Stablecoin ในการเข้าและออกจาก Position

Tether(USDT-USD) คือ stablecoin ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดด้วยมูลค่ากว่า 70 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทาง IMF ได้เตือนว่า หากมีความนิยมใน Tether มากขึ้น อาจจะทำให้คนย้ายจากธนบัตรปกติมาที่ Stablecoin มากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้มีโอกาสที่จะขึ้นกับ Stablecoin ตัวอื่นด้วยเช่นกัน

มีรายงานจากทาง IMF เพิ่มเติมอีกว่า ความเสี่ยงนี้น่าจะเพิ่มขึ้นอีกจากการให้ Leverage ของคริปโท โดยกระดานเทรดต่างๆ ซึ่งสามารถตั้งค่าสูงสุดได้ถึง 125 เท่า

ตลาดของ Stablecoin นั้นได้เติบโตขึ้นกว่าสี่เท่าในช่วงปี 2021 ซึ่งทำให้มีมูลค่ามากกว่าแสนล้านดอลลาร์แล้ว และมีปริมาณการเทรดที่สูงกว่าเหรียญคริปโทอื่นๆ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ถูกใช้สำหรับการเทรดเหรียญต่างๆ โดยมีมูลค่ายึดกับดอลลาร์

Stablecoin ส่วนใหญ่จะไม่เปิดเผยว่า มีอะไรที่ค้ำประกันอยู่เหรียญของพวกเขาอยู่บ้าง ในขณะที่ Tether นั้นได้มีการเปิดเผยข้อมูลออกมา ทาง IMF มองว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบและยังมีข้อมูลสำคัญอีกหลายอย่างที่หายไป เช่น แหล่งที่มาของเงินและธนบัตรพร้อมสินทรัพย์ต่างๆที่ใช้ในการค้ำ Stablecoin

ทางการสหรัฐฯ คาดว่า จะมีการเปิดข้อเสนอด้านกฎระเบียบสำหรับ Stablecoin ในปลายเดือนนี้ และความโปร่งใสของสิ่งที่ค้ำ Stablecoin นั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอด้วย

IMF ยังเตือนด้วยว่า การใช้ Stablecoins ในการชำระเงินและการจัดเก็บมูลค่ายังมีความท้าทายอยู่ เพราะจะต้องให้ภาคเศรษฐกิจปรับตัวมาใช้คริปโท และต้องให้สอดคล้องกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อธนาคารกลางในการกำหนดนโยบายการเงิน และนำไปสู่ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินจากค่าเงินที่ไม่ตรงกันในงบดุลของธนาคาร บริษัท และครัวเรือน

นอกจากนี้ IMF ยังเตือนว่า ภาคการธนาคารอาจอยู่ภายใต้แรงกดดัน หาก Ecosystem ของคริปโท กลายเป็นทางเลือกแทนเงินฝากธนาคารหรือแม้แต่สินเชื่อ

การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นสำหรับการฝากเงินในธนาคารผ่าน Stablecoin ที่จัดขึ้นในการแลกเปลี่ยนคริปโท หรือ Wallet ส่วนตัว สามารถผลักดันให้ธนาคารในท้องถิ่นมีเสถียรภาพน้อยลงและมีราคาแพงกว่า เพื่อรักษาระดับการเติบโตของสินเชื่อที่ใกล้เคียงกัน

นโยบายทางเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง รวมไปถึงระบบการชำระเงินที่ไม่มีประสิทธิภาพในตลาดที่เกิดใหม่บางแห่งและประเทศกำลังพัฒนา กำลังส่งเสริมให้เกิดการยอมรับคริปโทแทน

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานระหว่างประเทศไม่สนับสนุนให้มีการใช้สกุลเงินดิจิทัลเป็นสกุลเงินหลักของประเทศ  โดยตั้งข้อสังเกตว่า “มีความเสี่ยงและเป็นทางลัดที่ไม่เหมาะสม” และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทดลองของเอลซัลวาดอร์กับ Bitcoin (BTC) ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

การป้องกันความเสี่ยง

เพื่อป้องกันความเสี่ยงของระบบการเงินทั่วโลก IMF กล่าวว่า ควรใช้มาตรฐานสากลสำหรับสินทรัพย์คริปโท โดยเฉพาะในเรื่องภาษี และหน่วยงานกำกับดูแลระดับประเทศควรจะต้องประสานงานกันเพื่อการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันการเก็งกำไรและการใช้ช่องโหว่ด้านกฎหมาย

ทาง IMF ก็ดูเหมือนจะเข้าข้าง คุณ Gary Gensler ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) โดยในรายงานกล่าวว่า หากกระดานเทรดคริปโทให้คำนิยามว่า โทเค็นเป็นเหมือนหลักทรัพย์ได้ โทเค็นเหล่านั้นก็ควรได้รับการควบคุมเป็นหลักทรัพย์ และกระดานเทรดก็ควรที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลตามข้อกำหนดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

หน่วยงานระหว่างประเทศกล่าวว่า ควรมีข้อกำหนดในการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องการค้ำประกันสำหรับ Stablecoin ควบคู่ไปกับการตรวจสอบเงินสำรองเหล่านั้น

“ผู้กำหนดนโยบายควรจัดลำดับความสำคัญของการชำระเงินข้ามประเทศให้เร็วขึ้น ถูกลง และโปร่งใสมากขึ้นทั่วโลก และครอบคลุมผ่านแผนงาน G20 Cross Border Payments” IMF กล่าว

Credit: Link

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *