XRP เหรียญดิจิทัลแห่งวงการโอนเงินระหว่างประเทศ

หากมองจากภายนอก การลงทุนของ Cryptocurrency ดูเหมือนจะจำกัดอยู่ที่ Bitcoin เพราะเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีชื่อเสียงที่สุด และเป็นผู้นำในด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดและดึงดูดนักลงทุนโดยรวม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีตัวเลือก Altcoin อื่นๆอีกมากมายสำหรับผู้ที่สนใจที่จะลงทุนใน Cryptocurrency และทดลองใช้เหรียญที่ใช้แนวคิดแตกต่างออกจาก Bitcoin อย่างเช่น เหรียญ XRP ของ Ripple โดยในเดือนตุลาคม 2021 สกุลเงินดิจิทัลนี้อยู่ในอันดับที่ 6 ในแง่ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทั้งหมด (ข้อมูลจาก CoinMarketCap) วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า อะไรที่ทำให้ XRP ขึ้นมาเป็นเหรียญชั้นนำในวงการ Cryptocurrency ได้

XRP กับ Ripple คือสิ่งเดียวกันหรือไม่?

XRP เป็นสกุลเงินดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดย Ripple Labs หรือที่เรียกกันว่า Ripple ซึ่งผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นใช้สำหรับการชำระเงิน การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ และระบบการโอนเงินที่ทำงานเหมือนกับ SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunications) ที่เป็นบริการสำหรับการโอนเงินระหว่างประเทศที่มีความปลอดภัยใช้ในเครือข่ายธนาคารและตัวกลางทางการเงิน

ดังนั้น XRP และ Ripple จึงไม่ใช่สิ่งเดียวกัน โดย Ripple นั้นเป็นบริษัทที่สร้างเหรียญดิจิทัลอย่าง XRP ขึ้นมาเพื่อมาใช้งานในการเป็นสื่อกลางการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ 

Ripple Lab บริษัทเทคโนโลยีสัญชาติอเมริกัน ถูกก่อตั้งขึ้นโดยคุณ Jed McCaleb, คุณ Ryan Fugger, และคุณ Chris Larsen (ปัจจุบันคุณ Jed McCaleb ได้ออกจาก Ripple และเป็นผู้ก่อตั้ง Stellar) โดยจุดประสงค์หลักในการสร้างเหรียญ XRP ขึ้นมานั้น ก็เพื่อใช้ลดปัญหาตัวกลางในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ เพิ่มความรวดเร็วและลดปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไป โดยได้ทำการสร้างแพลตฟอร์มอย่าง RippleNet ที่ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆสามารถใช้เพื่อโอน XRP ไปต่างประเทศได้อย่างรวดเร็วด้วยค่าธรรมเนียมที่ต่ำมากๆ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า ผู้รับเงิน และธนาคารก็สามารถโอนเงินสกุลท้องถิ่นของตนไปยัง XRP ส่งเหรียญไปยัง Payment Gateway และโอน XRP กลับเป็นสกุลเงินที่ผู้รับต้องการ ซึ่งด้วยวิธีนี้จะช่วยลดระยะเวลาในการโอนและลดค่าธรรมเนียมสำหรับธนาคารที่อาจจะไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสถาบันต่างประเทศ แต่ทั้งสองอยู่บนเครือข่ายของ Ripple

การใช้งานเหรียญ XRP

Ripple อาศัยผู้ใช้งานทั่วโลกในการตรวจเช็คประวัติของแต่ละเหรียญ คล้ายกับการทำงานของสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆอย่าง Bitcoin และ Ethereum โดยมีความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งธนาคารต่างไว้วางใจในการส่ง XRP ไปยังสถาบันการเงินที่จดทะเบียนอื่นๆทั่วโลก และสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการเงินที่ใหญ่ขึ้นมาก ยกตัวอย่างเช่น ผู้ค้าในประเทศไทยต้องการขายสินค้าและบริการที่มีราคาเป็นบาท (THB) ให้กับผู้ที่ใช้สกุลเงินโครูนาเช็ก (CZK) ในประเทศปราก อาจจะไม่มีธนาคารใดที่สามารถโอนเงินได้โดยตรง ซึ่งหากเป็นวิธีแบบดั้งเดิมจะต้องโอนผ่านเครือข่ายธนาคาร ที่ใช้เวลานานและเก็บค่าธรรมเนียมในทุกจุดตลอดเส้นทางการโอนเงิน ซึ่ง Ripple ช่วยให้ธนาคารหรือ Payment Gateway ต่างๆสามารถเปลี่ยนสกุลเงินท้องถิ่นของผู้ชำระเงินเป็น XRP จากนั้นจะเปลี่ยนกลับไปเป็นสกุลเงินท้องถิ่นของผู้ขายในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาเมื่อมาถึง Gateway ของผู้รับเงิน

RippleNet เป็นระบบหลักที่ใช้ในการเชื่อมต่อธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลก ซึ่งใช้แพลตฟอร์มนี้ในการเคลื่อนย้ายเงินไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยสกุลเงินที่ใช้ก็คือ XRP

อีกทั้งพวกเขายังมีการพัฒนา Cobalt Algorithm ที่คุณ Ethan MacBrough เป็นคนนำเสนอในขณะที่เขายังทำงานอยู่ใน Ripple ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อลดระยะเวลาในการทำธุรกรรม และทำให้จำนวนการทำธุรกรรมทางการเงินจะเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ถึงแม้ว่าผู้ตรวจสอบความถูกต้องจะสามารถทำงานบนเครือข่ายได้อย่างอิสระ แต่การดำเนินงานอื่นๆของ RippleNet นั้นเป็นแบบ Centralized และเป็น Private Blockchain ไม่ได้เปิดให้นักพัฒนาเข้ามาใช้งานบนระบบหรือเข้ามาขุดเหรียญได้ ซึ่งทางบริษัท Ripple Labs เองมีอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์แบบ Open source ที่ชื่อ RippleX เพื่อให้นักพัฒนาทั้งหลายที่ต้องการรวมการชำระเงิน XRP เข้ากับโปรเจคของตนสามารถใช้งานได้

นี่คือความแตกต่างจากสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ เพราะบริการหลักของ Ripple จะเน้นไปที่การโอนเงินระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว ซึ่งหมายความว่าในขณะที่เครือข่ายของพวกเขาอาศัยบัญชีแยกประเภทแบบ Decentralized และสามารถตรวจสอบได้ แต่พวกเขายังคงควบคุมวิธีที่เครือข่ายถูกใช้เพื่อให้มั่นใจในแพลตฟอร์มของพวกเขา ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่อาจจะทำให้การทำธุรกรรมของ XRP นั้นเร็วกว่าเหรียญอื่นๆ 

นอกจากการใช้งาน XRP ของ Ripple ในการโอนเงินข้ามพรมแดนแล้ว ยังมีแพลตฟอร์มอย่าง Twitter และ Reddit ที่ใช้ XRP เป็นทิปในแพลตฟอร์มของตนเอง มากไปกว่านั้น Ripple กำลังสร้างกองทุน Creator Fund มูลค่า 250 ล้านดอลลาร์เพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินและทางเทคนิคกับนักพัฒนาโครงการ NFT โดยจะร่วมทำงานกับ Mintable  และพันธมิตรรายอื่นๆรวมถึงเอเจนซี่อย่าง VSA และตลาด NFT ชื่อ mintNFT เพื่อช่วยในส่วนของธุรกิจและเปิดประสบการณ์ NFT บนแพลตฟอร์ม

เหรียญ XRP มีจำนวนจำกัด

โดย XRP ถูกออกแบบมาไม่ให้ขุดได้ และมี Supply สูงสุดจำกัดอยู่ที่ 100,000 ล้านโทเค็น เท่านั้น โดย XRP จำนวน 80,000 ล้านโทเค็นอยู่กับ Ripple อย่างไรก็ตาม Ripple จะทยอยปล่อยเหรียญสู่ตลาดเพื่อรักษาสมดุลของเหรียญ คล้ายกับวิธีของ Bitcoin ต่างกันที่ XRP เน้นใช้สำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ และในทุกๆการทำธุรกรรมนั้นจะต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียมด้วย XRP ซึ่งทำให้ปริมาณนั้นลดลงเรื่อยๆ ยิ่งปริมาณเหรียญที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดน้อยลงเท่าไหร่ มูลค่าของเหรียญในตลาดก็จะสูงขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนในตลาด

Ripple โดนฟ้องร้อง

ในปี 2019 Ripple ได้เข้าซื้อหุ้น 30% ในบริษัทโอนเงินชื่อดังอย่าง MoneyGram International ในการเป็นหุ้นส่วน 2 ปี โดย Ripple กลายเป็นพันธมิตรของ MoneyGram สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศโดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัล แต่การเป็นหุ้นส่วนนี้ได้สิ้นสุดลงเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะครบกำหนดสัญญา 2 ปี เนื่องจากทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ได้ทำการฟ้องร้อง Ripple เรื่องการระดมทุนกว่า 1.3 พันดอลลาร์ผ่านการเสนอขายหลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนโดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งก็คือโทเค็น XRP ในช่วงเดือนธันวาคม 2020 โดยทั้งสองบริษัทกล่าวว่าการยุติการเป็นหุ้นส่วนกันในครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการฟ้องร้อง แต่เจ้าหน้าที่ของ MoneyGram ได้กล่าวว่า ได้ทำการหยุดทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์ม Ripple หลังจากมีการประกาศคดีความ หลังจากที่แยกทางกัน MoneyGram ได้ประกาศข้อตกลงที่คล้ายคลึงกันกับ Stellar ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่แข่งของ XRP

โดยในขณะนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งทาง Ripple ได้มีข้อโต้แย้งว่า XRP ก็เป็นสกุลเงินดิจิทัลเหมือนกับ Bitcoin และ Ethereum ดังนั้นการร้องเรียนนี้อาจไม่ถูกต้อง ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าคดีนี้จะจบอย่างไร

คู่แข่งอย่าง SWIFT Go

RippleNet ได้รับการพัฒนาให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกแทนเครือข่ายที่ธนาคารส่วนใหญ่ใช้สำหรับการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนอย่าง SWIFT โดยใช้โทเค็น XRP ทำให้สามารถชำระค่าทำธุรกรรมได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีด้วยเงินเพียง 0.00001 XRP สำหรับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ซึ่งถูกและรวดเร็วกว่า SWIFT เป็นอย่างมาก เนื่องจาก SWIFT ใช้เวลามากกว่า 30 นาทีหรือเกินหนึ่งวันในการทำธุรกรรม

SWIFT เป็นระบบที่สำคัญดั้งเดิมของการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน ซึ่งมีการใช้งานโดยสถาบันการเงินมากกว่า 11,000 แก่ง คิดเป็นบัญชีการใช้งานมากกว่า 4 พันล้านบัญชีในกว่า 200 ประเทศ แต่ในปัจจุบัน RippleNet นั้นมีสถาบันการเงินมากกว่า 150 แห่งใน 55 ประเทศใช้แพลตฟอร์มนี้ และร่วมมือกับพันธมิตรหลายราย ซึ่งมีเจ้าใหญ่ๆอย่าง Western Union, American Express, Standard Chartered, และธนาคาร Commonwealth ของประเทศออสเตรเลีย รวมไปถึงธนาคารในประเทศไทยหลายแห่งก็ได้เข้าร่วมใช้แพลตฟอร์ม RippleNet เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารซีไอเอ็มบี

แต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา SWIFT ได้เปิดตัวบริการใหม่ที่ชื่อ SWIFT Go ทำธุรกรรมได้รวดเร็วขึ้น เพื่อมาแข่งขันกับ Ripple แม้ว่าจะมีความคล้ายกันอย่างมาก แต่ Ripple นั้นยังมีข้อได้เปรียบที่สำคัญอยู่หลายประการ ประการแรก แม้ว่า SWIFT Go จะทำธุรกรรมได้ในเกือบจะทันที แต่ระยะเวลาการชำระเงินนั้นยังคงใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งวันหรือมากกว่านั้น ในขณะที่ RippleNet สามารถใช้ XRP ชำระได้ในทันที ส่วนประการที่สอง SWIFT Go มีค่าธรรมเนียมที่สูงค่า ในขณะที่ XRP แทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย

แม้ว่า XRP จะมีข้อได้เปรียบอยู่ในการแข่งขันนี้ แต่การฟ้องร้องของทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) กับทาง Ripple ที่กล่าวมาก็อาจจะส่งผลกระทบแง่ลบต่อ XRP ได้

ในมุมมองของผู้เขียน

จุดประสงค์ของบริการหลักของ Ripple ที่เน้นไปในการโอนเงินระหว่างประเทศด้วยสกุลเงิน XRP นั้นเป็นเรื่องที่ดี และมีส่วนเข้ามาช่วยในเรื่องของความรวดเร็ว โปร่งใส และค่าทำธุรกรรมที่ราคาถูกมากกว่าการใช้วิธีการแบบดั้งเดิม เป็นบริการที่ใช้งานในโลกความเป็นจริงที่สถาบันการเงินหลักอย่างธนาคารไม่ควรมองข้าม เพราะเพิ่มความคล่องตัวในการโอนเงินข้ามพรมแดนได้อย่างมาก 

มูลค่าของ Ripple อาจสูงขึ้นอย่างแน่นอนในระยะยาว เนื่องจากเทคโนโลยีการชำระเงินและอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนที่ถูกสนับสนุนโดบธนาคารและสถาบันการเงินชื่อดังหลายเจ้า และความพยายามที่จะผลักดัน Ripple และ  XRP เพื่อเป็นทางเลือกในการชำระเงินไปสู่การยอมรับทั่วโลก โดยหากพิจารณาจากประวัติราคาของ XRP แล้ว นักวิเคราะห์บางคนคาดการณ์ได้ว่า XRP จะสามารถเพิ่มมูลค่าเป็นสองหรือสามเท่าได้อย่างง่ายดาย แต่ควรดูความคืบหน้าในสถานการณ์การฟ้องร้องของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) และความคืบหน้าในการร่วมทุน FinTech เชิงพาณิชย์ของ Ripple และตลาดสกุลเงินดิจิทัลโดยทั่วไปเช่นกัน 

Ripple มีความได้เปรียบในเรื่องของการชำระเงินระหว่างประเทศเหนือหน่วยงานอื่นๆ คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงที่จะบอกว่า Ripple เป็นอนาคตของการชำระเงินระหว่างประเทศ หากคุณสนใจที่จะศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ XRP และ ผลิตภัณฑ์ต่างๆของบริษัท Ripple สามารถเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของ Ripple ได้เลย >> https://ripple.com/xrp/


Signal Later

บริการส่งสัญญาณซื้อขายเหรียญดิจิทัล หรือ Crypto Trade Signal ตลอด 24 ชั่วโมง รองรับการเทรดในทุกเหรียญ โดยนักวิเคราะห์ทางเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในวงการมาแล้วกว่า 6 ปี พร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบ AI ที่ทันสมัย คิดค้นโดย Signal Later เพื่อทำให้คุณไม่พลาดทุกจุดซื้อ จุดขาย และจุด Stop Loss

สนใจเลือกแพ็คเกจ

Leave a Reply

Your email address will not be published.